<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 14:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวปลอม &quot;กินอาหารค้างคืน กลับมาอุ่นซ้ำ เสี่ยงเป็นมะเร็ง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23พ.ย.63-นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกินอาหารค้างคืนกลับมาอุ่นซ้ำเสี่ยงเป็นมะเร็ง นั้น การรับประทานอาหารค้างคืนและกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา เมื่อทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปก็จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้อาหารที่ทำทิ้งไว้นานและมีการอุ่นซ้ำซากอาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง รวมถึงมีรสชาติเปลี่ยนไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การรับประทานอาหารที่ค้างคืนและกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษาและการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานอาหารที่สดใหม่ ไม่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84767</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, โรคมะเร็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b6941b65b7dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดโรคลมชักเครื่องแรกในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ธ.ค.62-นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;แถลงข่าวเปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสมองผู้ป่วยโรคลมชักเครื่องแรกในประเทศไทย ที่สถาบันประสาทวิทยา &amp;nbsp;ซึ่งประชาชนสามารถใช้บริการได้ทุกสิทธิ์การรักษา โดยหุ่นยนต์ดังกล่าว สถาบันประสาทวิทยา ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนแ มีความแม่นยำสูงลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการผ่าตัด 8-10ชั่วโมง &amp;nbsp; นอกจากนี้หุ่นยนต์ดังกล่าว ยังช่วยผ่าตัดโรคทางสมองได้อีกหลายโรค หลายหัตถการ เช่น การผ่าตัดวางขั้วไฟฟ้าเพื่อหาจุดกำเนิดโรคลมชัก การผ่าตัดวางเครื่องมือ DBS ในโรคพาร์กินสัน ผ่าตัดเนื้องอกในสมองทั่วไป &amp;nbsp;และเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง ซึ่งอยู่ในส่วนลึก &amp;nbsp;การผ่าตัดชิ้นเนื้อในสมองส่วนลึก การผ่าตัดส่องกล้องในสมอง &amp;nbsp;หรือการผ่าตัดอื่นๆ ที่ต้องการความแม่นยำสูง ขณะนี้ ได้ช่วยผ่าตัดผู้ป่วยโรคลมชักที่รักษายาและมีความซับซ้อนไปแล้ว 4ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยปกติโรคลมชักที่มีจุดกำเนิดของโรคจากสมองเฉพาะที่และดื้อต่อการรักษาด้วยการกินยากันชัก จะรักษาด้วยการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าเข้าไปตรวจวัดหาตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิดที่เล็กที่สุดและตรวจวัดการทำงานของสมองเพื่อวางแผนผ่าตัด &amp;nbsp;เมื่อนำหุ่นยนต์มาช่วยวางแผนการผ่าตัดวางขั้วไฟฟ้าเพื่อหาจุดกำเกิดชัก และโรคพาร์กินสัน ซึ่งมีความแม่นยำทั้งตำแหน่งและความลึกของเป้าหมาย ผ่านระบบนำวิถี ของหุ่นยนต์ จะช่วยลดระยะเวลาในการผ่าตัดลงเหลือ 4-6 ชั่วโมง /หัตถการ ลดเวลาผู้ป่วยหลับโดยยาสลบ ลดการบอบช้ำจากการผ่าตัด ศัลยแพทย์สามารถใช้เวลากับผู้ป่วยได้มากขึ้น ไม่เหนื่อยล้าเท่าเดิม รวมทั้งใช้ในการผ่าตัดผู้ป่วยพาร์กินสันด้วยการจี้สมอง ( Themocoagulation) ใส่เครื่องกระตุ่้นสมองส่วนลึก เพื่อรักษาโรคลมชัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคลมชักกว่า 5แสนราย เกือบ1.5แสนราย มีภาวะดื้อยากันชัก ครึ่งหนึ่งสามารถผ่าตัดรักษาได้ตามวิธีมาตรฐาน อีกครึ่งหนึ่งต้องตรวจหาจุดกำเนิดชัด ซึ่งมีความซับซ้อน สถาบันประสาทวิทยาสามารถรักษาผ่าตัดผู้ป่วยได้ทุกกลุ่ม &amp;nbsp;หากพบผู้ป่วยมีอาการชักในที่สาธารณนะ &amp;nbsp;ต้องตั้งสติ ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด แล้วจะหยุดชักเอง และดูแลผู้ป่วยอย่างปลอดภัย ก็เพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทางสถาบัน ยังตั้งกองทุนเพื่อผู้ป่วยโรคลมชัก เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ โดยมีกิจกรรมเพื่อการจัดหาทุน เช่น กิจกรรรม &amp;quot;ชัก...อยากจะวิ่ง&amp;quot; ที่ดำเนินการมาแล้ว 3ปี ในปีนี้จะจัดในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2563 ผู้สนใจเข้าร่วม ลงทะเบียนได้ทางออนไลน์ http://prrunner.net/race/regist-run-outofshadows/&amp;quot;อธิบดีกรมการแพทย์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, สถาบันประสาทวิทยา, หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดโรคลมชักเครื่องแรกของไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1f18342ef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.สังกัดกรมการแพทย์ ประกาศงดใช้พลาสติก ทั้งแก้วน้ำและโฟมใส่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค.62-นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;กล่าวในงานแถลงข่าว &amp;rdquo;กรมแพทย์ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม &amp;rdquo; ว่า เนื่องจากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกและประเทศไทย &amp;nbsp; อีกทั้งขยะพลาสติก เป็นขยะที่มีการย่อยสลายยาก นานกว่า 450 ปี จึงได้เตรียมขอความร่วมมือกับประชาชน และผู้ป่วยที่มาใช้บริการโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขวดน้ำพลาสติก และกล่อมโฟมบรรจุอาหาร หันมาใช้ปิ่นโต กล่องข้าวใส่อาหาร แก้วน้ำ แทนขวดพลาสติก &amp;nbsp; &amp;nbsp; พร้อมให้โรงพยาบาลในสังกัดมีการคัดแยกขยะ จัดตั้งธนาคารขยะ ซึ่งเริ่มทำแล้วในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี &amp;nbsp;ทั้งนี้ทางรพ.ในสังกัดกรมการแพทย์ ได้มีการทำข้อตกลงกับ ผู้ประกอบร้านอาหารและเครื่องดื่มในโรงพยาบาล ว่า หากประชาชนนำแก้วนำมาเองจะลด 2 บาท หากนำภาชนะปิ่นโตมาใช้ใส่อาหารจะลดราคา 5 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผลการดำเนินการลดการจ่ายถุงพลาสติกใส่ยา ให้ผู้ป่วยหันมาใช้ถุงผ้า พบว่า ผลตอบรับดี ซึ่งหากทำได้ในทุกโรงพยาบาลจะช่วยลดขยะพลาสติก 2-3 &amp;nbsp;แสนกิโลกรัม เพราะแค่ที่รพ.นพรัตนราชธานี. สามารถลดขยะพลาสติก ได้ถึง 30,000 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการคัดแยกขยะในหน่วยงานโดยจะมีการแบ่งประเภทของถังขยะออกเป็นทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะเปียก ขยะรีไซเคิลและขยะอันตราย อาทิ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้มีการจัดตั้งธนาคารขยะ &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดรู้จักการคัดแยกขยะเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บและสามารถนำขยะรีไซเคิลกลับมาใช้ตามความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญในการลดถุงพลาสติกหูหิ้วที่กรมการแพทย์ได้ดำเนินการไปแล้วคือโครงการพกถุงผ้าใส่ยากลับบ้าน โดยโรงพยาบาลและสถาบันต่างๆของกรมการแพทย์ ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว100 % ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันปัญหาจากสิ่งแวดล้อมและกรมการแพทย์ได้ดำเนินมาตรการสำคัญต่อมาโดยจะเป็นหน่วยงานที่ปลอดจากขยะพลาสติก 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่เข้ามารับบริการโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์นำถุงผ้าหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใส่ของมาจากบ้านเพื่อใช้ใส่ยากลับบ้านแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว เพื่อเป็นการร่วมกันทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยจากสิ่งแวดล้อม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25762</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล่อมโฟม, นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, ลดภัยสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f15ebab121.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษสุราเรื้อรัง น่ากลัวกว่าที่คิด ถึงเลิกแล้ว แต่ถ้ากลับไปดื่มอีก อาจเกิดอาการเฉียบพลันได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.61- &amp;nbsp;ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงพฤติกรรมการดื่มสุราเป็นระยะเวลานาน ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นระยะเวลานานมีโอกาสกลายเป็นพิษสุราเรื้อรังได้ นั้น ตามนิยามจะพิจารณาจากการดื่ม คือ ต้องมีการกินเหล้าวันละแบน เบียร์วันละ 5ขวด ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงจะบอกว่าป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังได้ ซึ่งจะส่งผลให้เสียค่าใช้จ่ายและมีผลต่อเกือบทุกเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาท คือจะทำให้การยับยั้งชั่งใจไม่ค่อยทำงาน ในขณะที่สมองสั่งการทำงานได้ดีขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีผลต่อเซลล์ร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า เส้นเลือดหัวใจตีบ และที่พบบ่อยมากที่สุดคือจะส่งผลทำให้ตับแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ ส่วนการเลิกเหล้านั้น ในภาวะถอนพิษสุรานั้นต้องดูความพร้อมของร่างกาย หากเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หากเลิกเหล้าจะมีอาการลงแดง โดยพบว่าการลงแดงรุนแรงประมาณ 5-10 % ของการลงแดงทั้งหมด ซึ่งจะมีอาการทางจิตเพราะแอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นให้ประสาทเสื่อม ทำให้จิตหลอน คิดว่าจะมีคนมาทำร้าย ซึ่งต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ หากอาการไม่รุนแรงอาจจะรักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้ ส่วนใหญ่พอไม่ดื่มแรกๆจะมีอาการซึม เหมือนออกอาการ พลุ่งพล่านอยู่ไม่สุข ควบคุมตัวเองไม่อยู่ จนถึงขั้นชักได้ ต้องให้ยากันชักไว้ก่อน ซึ่งจะพบใน 24-48 ชั่วโมงแรก หรือ 2 วันแรก ซึ่งการรักษานั้นใช้ระยะเวลาทั่วไปไม่เกิน 7 วัน แต่ที่ต้องระวังคือ ต้องไม่กลับไปดื่มซ้ำ และการเลิกอีกอย่างคือ ต้องขึ้นอยู่กับบุคคล คือในรายที่ดื่มมานานแล้วแต่ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวก็อาจจจะเลิกโดยหักดิบ และมีครอบครัวดูแล ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวก็ควรพบแพทย์ โดย สธ.จะมีกรมที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ใน 2 กรม คือ กรมสุขภาพจิต โดยโรงพยาบาลจิตเวชและกรมการแพทย์ โดย รพ.ธัญลักษณ์ ที่ดูแลผู้ป่วยจากการได้สารเสพติดทุกชนิด รวมทั้งสุรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลปัจจุบันถึงจำนวนผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรังว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่าอัตราการดื่มในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จากข้อมูลเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีคนเข้ารับการรักษาโรคพิษสุราเรื้อรังในโรงพยาบาล โดยพบว่า เป็นอาการทางจิตราวๆ 5 หมื่นกว่าคน และอาการทางกายอีกประมาณ 5 หมื่นคน แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าแต่ไม่มีคนพูดถึง คือ พิษอาการสุราเฉียบพลัน เพราะแม้จะนานๆ ดื่มที แต่หากดื่มปริมาณมากๆ ระดับดีกรีสูง ก็จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเจ็บตายได้ ซึ่งจากการประเมินของห้องฉุกเฉินตามโรงพยาบาลต่างๆ พบว่า ผู้ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่ที่มา 50% มีสาเหตุมาจากการเมาสุราเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ติดสุราเรื้อรังมานานกว่า หลังรักษาแล้วสุขภาพจะต่างกับคนที่ติดสุราเรื้อรังเป็นเวลาน้อยกว่าหรือไม่ นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า คนที่ติดสุราเรื้อรังสั้นกว่า เมื่อรักษาแล้วย่อมมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว นั่นเพราะเมื่อติดสุราไปนานๆ ร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีโรคประจำตัวต่างๆ หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ขึ้นมาได้ แต่หากคนที่ติดสุราเรื้อรังมานาน แต่ยังไม่มีโรคประจำตัวเกิดขึ้น หลังรักษาแล้วสุขภาพก็จะไม่แตกต่างกับคนที่ติดมาสั้นกว่าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า หากติดสุราแล้วและเลิกได้ไวกว่าย่อมดีที่สุด เพราะยิ่งดื่มนาน ติดสุรานานกว่า ย่อมมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากกว่า ส่วนที่ว่าหลังรักษาแล้วจะมีโอกาสเป็นโรคประจำตัวมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่นั้น อย่างที่บอกว่า หากยังไม่มีโรคเกิดขึ้นก็กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ แต่หากมีโรคเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมาดูแลรักษาโรคเหล่านี้กันต่อ เพราะบางคนอาจเกิดความดัน หรือตับเริ่มมีปัญหาไปแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17320</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, พิษสุาเรื้อรัง, พิษเฉียบพลันสุราเรื้อรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b6941b65b7dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เตือน  “โรคหลอดเลือดสมอง” พบแพทย์ไวภายใน 3ชั่วโมงครึ่ง  ฟื้นฟูลดความพิการได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ส.ค.61-นพ. สมศักดิ์ &amp;nbsp;อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าโรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งของโรคทางระบบประสาท และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในอันดับต้นๆ ของประเทศ โรคนี้ถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีส่วนใหญ่ จะมีความพิการหลงเหลือตามมา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น &amp;nbsp;ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง &amp;nbsp;ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการเตือนสำคัญ คือ แขน ขาอ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง ตามองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง มีปัญหาการเดิน มึนงง ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดฉับพลันให้รีบมาพบแพทย์ด่วนที่สุดภายใน 3 ชั่วโมงครึ่ง จะรักษาชีวิตและฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด สำหรับการลดความเสี่ยง ได้แก่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ไขมันสูงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักงดเครื่องดื่มมึนเมา เลี่ยงสูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พ.ญ. ไพรัตน์ &amp;nbsp;แสงดิษฐ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่สำคัญของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองคือการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จำเป็นต้องรักษาหรือฟื้นฟูด้วยวิธีต่างๆเพื่อให้ร่างกายมีสภาพที่ดีขึ้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นสำหรับวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตควรทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อการดูแลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือฉับพลันเพื่อลดความพิการหรือป้องกันความพิการให้ได้มากที่สุดสามารถใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับการวินิจฉัยโรคว่าคนไข้อ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ หรือเป็นที่กล้ามเนื้อและกระดูก แพทย์จะซักประวัติและอาจเอกซเรย์สมองร่วมด้วย หากพบว่าเป็นโรคดังกล่าวจะส่งให้แพทย์ดูแลอาการให้สภาพคงที่จากนั้นส่งไปยังศูนย์ฟื้นฟูเพื่อกายภาพบำบัดตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เบื้อต้นในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการทราบถึงอาการเบื้องต้นเพื่อการส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา จะยิ่งมีโอกาสสูงมากในการเยียวยาอาการให้ดีขึ้น เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และการดูแลที่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองแตกจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ตลอดจนการลดอัตราการเสียชีวิตได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15593</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. สมศักดิ์  อรรฆศิลป์, พ.ญ. ไพรัตน์  แสงดิษฐ, สถาบันประสาทวิทยา, โรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b6941b65b7dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
